การอักเสบ (Inflammation)
การอักเสบที่เรารู้จักกันดี คือ การอักเสบที่เราเห็นได้ชัดยามเราไม่สบาย เช่น คออักเสบ มีอาการแสบคอ ไข้ขึ้น หรือสิวอักเสบ มีอาการ ปวด บวม เจ็บ แต่การอักเสบในทาง Anti-aging medicine นั้นแตกต่างออกไป เป็นการอักเสบในระดับ sub-clinical คือ ไม่แสดงอาการ ปวด บวม แดง ร้อนให้เราเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นการอักเสบในระดับเซลล์ที่ต้องใช้วิธีการตรวจวัดระดับสารในเลือดบางตัว จึงจะบอกได้ว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นในร่างกาย
การอักเสบในระดับเซลล์ที่เกิดขึ้นนี้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ หนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ การที่อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ เกิดเป็นสารที่มีชื่อเรียกว่า Arachidonic Acid หรือ AA ซึ่งเปรียบเสมือนถ่านที่เป็นต้นกำเนิดของเพลิงการอักเสบ และยังกระตุ้นให้เกิดการหลั่งของไซโทไคน์ (Cytokines) ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนเปลวไฟ เมื่อมีทั้งต้นเพลิง มีทั้งน้ำมันที่ช่วยให้เพลิงลุกไหม้ การอักเสบจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีการอักเสบหรือมีไฟไหม้เกิดขึ้น โดยเฉพาะหากมีการอักเสบมากหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน การทำลายหรือความเสียหายต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายก็ย่อมต้องเกิดขึ้น เช่น เมื่อมีการอักเสบบริเวณผิวหนัง ก็จะก่อให้เกิดการทำลายของคอลลาเจนที่สุขภาพดี เกิดเป็นคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพมาแทนที่

สารสกัดจากองุ่น
องุ่นประกอบด้วยสารสำคัญที่ควรรู้จักสองอย่าง คือ เรสเวอราทรอล (Resveratrol) ซึ่งพบมากในส่วนผิวขององุ่น และ OPC (Oligomeric proanthocyanidin, Proanthocyanidin, Pycnogenol) ซึ่งพบมากในส่วนเมล็ด
นักวิจัยจากฮาร์เวิร์ดได้พยายามนำสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญต่างๆ มาทดลองในเซลล์เชื้อราและตัวหนอน เพื่อหาสารที่สามารถยืดอายุขัยของเซลล์ได้ ผลการทดลองพบว่า สารที่สามารถยืดอายุขัยของเซลล์ หรือสารที่มีแนวโน้มจะเป็นยาอายุวัฒนะได้คือ เรสเวอราทรอล และยังพบอีกว่า เรสเวอราทรอลทำงานโดยไปกระตุ้นยีน Sir 2 ซึ่งเป็นยีนที่มีบทบาทสำคัญในการยืดอายุเซลล์
ต่อมานักวิจัยทีมเดิมได้นำเรสเวอราทรอลมาทดลองกับเซลล์ของมนุษย์ และพบว่าสามารถยืดอายุเซลล์ของมนุษย์ ได้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ เรสเวอราทรอลยังมีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจ โดยมีคุณสมบัติยับยั้งการเกาะกันของเกล็ดเลือด และลดไขมันตัวไม่ดี (LDL) และยังอาจช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย
สำหรับ OPC ก็มีคุณสมบัติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มีการศึกษาพบว่า การรับประทาน OPC เปรียบเสมือนมีสารกันแดดจากภายใน เนื่องจาก OPC ช่วยลดการถูกทำลายโดยแสงยูวีของเซลล์ผิวหนังลงได้ถึง 15% และยังช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนได้อีกด้วย
โอเมกา 3
เม็ดสีเหลืองอร่ามราวบุษราคัม ภายในเม็ดสีเหลืองนั้นประกอบด้วย น้ำมันเข้มข้นสกัดจากปลาทะเลน้ำลึกย่านอลาสกา หรือ Fish oil นั่นเอง น้ำมันจากปลาอุดมไปด้วยไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกายที่มีชื่อว่า โอเมกา 3 (Omega 3)
โอเมกา 3 มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เป็น Natural COX 2 inhibitor ชั้นยอด หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นสารที่สามารถไปยับยั้งการสร้างสารก่อการอักเสบ (Inflammation) ต่างๆ ในร่างกาย เปรียบได้กับ น้ำยาดับเพลิงที่ช่วยยับยั้งการเผาผลาญของเปลวไฟที่ลุกลามอยู่ภายในร่างกายของเรา
มีการศึกษาถึงประโยชน์ของโอเมกา 3 อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ของการลดระดับไขมันตัวไม่ดี(LDL) ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง อัลไซเมอร์ ข้ออักเสบ รูมาทอยด์ SLE สะเก็ดเงิน ผื่นแพ้
สำหรับปริมาณโอเมกา 3 (Omega 3) ที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวันจะอยู่ที่ 1-2 กรัม
แคลเซียม Calcium
ยาบำรุงกระดูกขนานแท้ ประกอบไปด้วย แคลเซียม วิตามินดี แมกนีเซียม สตรอนเซียม สังกะสี และโบรอน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน
การรับประทานแคลเซียมเพื่อป้องกันการเกิดกระดูกพรุน ควรเริ่มกันตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป เพราะความแข็งแรงของกระดูกจะค่อยๆ ดิ่งลงเหวตั้งแต่เลขหลักสามเป็นต้นไป
การเลือกซื้อแคลเซียม มารับประทานเสริม ควรเลือกเป็น “แคลเซียมซิเทรต” (Calcium citrate) ซึ่งเป็นปฟอร์มที่ร่างกายดูดซึมได้ดี และไม่ก่อให้เกิดนิ่วในไต ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำโดยทั่วไปอยู่ที่ 1,000 มิลลิกรัม และ 1,500 มิลลิกรัม สำหรับหญิงวัยทอง
Vitamin อาหารเสริม ทั้ง 7 เพื่อสุขภาพและผิวสวยใส
วิตามินซี : ยับยั้งการสร้างเม็ดสี จัดการอนุมูลอิสระพื้นที่ในเซลล์
วิตามินอี : เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด จัดการอนุมูลอิสระพื้นที่นอกเซลล์
Q 10 : เกราะต้านยูวี จัดการอนุมูลอิสระพื้นที่ในเซลล์
ALA : รีไซเคิล วิตามินซี อี Q10 กลับมาใช้อีก จัดการอนุมูลอิสระทั้งพื้นที่ในเซลล์และนอกเซลล์
สารสกัดจากองุ่น : ยืดอายุเซลล์
โอเมกา 3 : ต่อต้านการอักเสบ
แคลเซียม : เสริมสร้างกระดูกและฟัน
คำเตือน
วิตามินและอาหารเสริมทุกชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกายจริง แต่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการรับประทาน ไม่มีวิตามินใดเห็นผลได้ในชั่วข้ามคืน
และควรทานอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่พอเหมาะเป็นประจำ ด้วยนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง :
7 สุดยอด Vitamin อาหารเสริม เพื่อผิวสวยใส (ตอนแรก)
การอักเสบ ฆาตกรเงียบตัวที่สอง
ขอขอบคุณและรวบรวมข้อมูลจาก
- หนังสือ Anti-Aging สูตรลับชะลอวัย โดย แพทย์หญิงธิดากานต์ รัตนบรรณางกูร
กลับหน้าแรก Anti-Aging D.I.Y.

7 สุดยอด Vitamin อาหารเสริม เพื่อผิวสวยใส (ตอนแรก)
หากในแต่ละวันเราไม่สามารถกินผักผลไม้ ได้ครบ 5-8 จานย่อมๆ (ต้อง 7 สีด้วยนะ) แล้วจะทำยังงัย เราถึงจะได้รับวิตามินครบ เพื่อสุขภาพที่ดีและผิวสวยใส วันนี้มีทางลัดมาแนะนำค่ะ
วิตามินซี (Vitamin C)
วิตามินซี หรือ แอสคอบิกแอซิด (Ascorbic Acid) เป็นวิตามินที่ได้รับการยกย่องจาก Dr.Nicholas Perricone แพทย์ผิวหนังและ Anti-Aging ชื่อดังจากนิวยอร์ก ว่าเป็นวิตามินระดับซูเปอร์สตาร์ เป็นวิตามินที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระตัวแรกๆ ที่ถูกค้นพบและศึกษากันอย่างกว้างขวาง
จากการทดลอง พบว่า วิตามินซี(Vitamin C) น่าจะยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้ และมีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจน จึงอาจช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยและการเสื่อมสภาพของผิวได้
นอกจากในเรื่องของผิวแล้ว วิตามินซีอาจช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิต้านทาน ลดอาการโรคภูมิแพ้ ป้องกันโรคที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระเช่น โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง
การรับประทานวิตามินซี(Vitamin C) นั้น ในทาง Anti-Aging แนะนำให้ทานได้ถึง 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (รวมกับปริมาณที่ได้รับจากการทานอาหารด้วย) โดยแบ่งรับประทานครั้งละไม่เกิน 500 มก. เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ โอกาสที่วิตามินซีจะมากเกินไปและสะสมอยู่ในร่างกายนั้นมีน้อย เนื่องจากวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ จึงถูกขับออกทางปัสสาวะได้โดยง่าย
วิตามินอี (Vitamin E)
เมื่อพูดถึง วิตามินซีแล้ว ก็ต้องตามมาด้วยวิตามินอี เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของวิตามินซี วิตามินอีเป็นอีกหนึ่งในกองทัพต้านอนุมูลอิสระที่ทรงอานุภาพ แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญจากวิตามินซีคือ วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน แต่ไม่ละลายในน้ำ ดังนั้นในบางบริเวณของร่างกาย เช่น เยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งเป็นไขมัน จะต้องอาศัยวิตามินที่ละลายในไขมันได้ เข้าไปจัดการกับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น เรียกง่ายๆ ว่า วิตามินซีกับวิตามินอีนั้น มีการแบ่งโซนการดูแลจัดการอนุมูลอิสระกันนั่นเอง
วิตามินอี (Vitamin E) มีความสามารถในการช่วยปกป้องคุ้มครองคอลลาเจน ให้รอดพ้นจากการทำลายของอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับวิตามินซี และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผนังเซลล์ ไม่ให้ถูกทำลายโดยง่าย
มีหลายการศึกษาที่แนะนำว่า วิตามินอีอาจมีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นโลหิตในสมองตีบ อัลไซเมอร์ และมะเร็งต่างๆ
การเลือกรับประทานวิตามินอีแบบอัดเม็ด เพื่อเสริมอาหารนั้น ควรเลือกแบบที่เลียนแบบวิตามินอีในธรรมชาติได้ดีที่สุด คือ ประกอบไปด้วย แอลฟาโทโคฟีรอล แกมมาโทโคฟีรอล และโทโคไทรอีนอล หากรับประทานเพียงตัวใดตัวหนึ่ง อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการทานเลย
ปริมาณวิตามินอี (Vitamin E) ที่แนะนำอยู่ที่ 200-400 IU
โคเอนไซม์คิวเท็น
โคเอนไซม์คิวเท็น หรือ Q10 คือสารที่ช่วยเอนไซม์ทำงาน ช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายเราเป็นไปโดยปกติ โคเอนไซม์คิวเท็นพบมากในอวัยวะที่ใช้พลังงานมาก เช่น เซลล์หัวใจ เซลล์กล้ามเนื้อ และเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตสเปริ์ม นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่า Q10 น่าจะมีส่วนสำคัญในกระบวนการผลิตพลังงานของเซลล์ต่างๆ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญ
จริงๆ แล้ว ร่างกายของคนเราทุกคนมี Q10 อยู่ในเซลล์ต่างๆ ตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ด้วยผลแห่งสังขาร เมื่อเราอายุมากขึ้น พบว่าระดับ Q10 ในเซลล์ต่างๆ ก็น้อยลงไปเรื่อยๆ และการรับประทานยาบางกลุ่ม เช่น ยาลดไขมันในกลุ่มสเตติน ก็จะทำให้ระดับของ Q10 ในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว
มีการศึกษาในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อได้ทาน Q10 เสริม พบว่าการทำงานของหัวใจดีขึ้น
ในส่วนของผิวหนังพบว่า เมื่อถูกแสงยูวีเอ UV A ทำลาย เกิดเป็นอนุมูลอิสระขึ้น Q10 เปรียบเสมือนทหารเดนตายด่านแรก ที่เข้าช่วยปกป้องผิวให้รอดพ้นจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
ปริมาณ โคเอนไซม์คิวเท็น Q10 ที่แนะนำ อยู่ที่ 30-100 มิลลิกรัมต่อวัน
สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวของท่านก่อนที่จะไปซื้อหามารับประทานเอง
แอลฟาไลโพอิกแอซิด
แอลฟาไลโพอิกแอซิด หรือ ALA นั้น เป็นวิตามินที่มีคุณสมบัติพิเศษในการรีไซเคิล วิตามินซี อี โคเอนไซม์คิวเท็น และกลูทาไทโอน ที่ถูกใช้ไปแล้ว ให้ร่างกายนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก หรืออีกนัยหนึ่งคือ เพิ่มระดับของวิตามินตัวอื่นๆ ในร่างกายเรานั่นเอง
ALA ยังมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวอีกอย่างหนึ่ง คือ สามารถทำงานต้านอนุมูลอิสระได้ ทั้งในบริเวณที่เป็นไขมันเช่น เยื่อหุ้มเซลล์ หรือบริเวณที่เป็นน้ำเช่น ในเซลล์ เปรียบได้กับทหารในรถสะเทินน้ำสะเทินบก ที่บุกตะลุยสู้ข้าศึกได้ทุกที่
ในยุโรป นอกจาก ALA จะเป็นที่นิยมนำมารับประทาน เพื่อส่งเสริมสุขภาพในคนทั่วไปแล้ว ยังเป็นที่นิยมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า ALA อาจช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนในคนไข้โรคเบาหวาน เช่น ภาวะปลายประสาทชาได้
ปริมาณ แอลฟาไลโพอิกแอซิด ALA ที่แนะนำสำหรับการทานเพื่อส่งเสริมสุขภาพทั่วไปอยู่ที่ 50-100 มิลลิกรัม
และสำหรับการทานเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน 100-200 มิลลิกรัม
ติดตามตอนต่อไป
7 สุดยอด Vitamin อาหารเสริม เพื่อผิวสวยใส (ตอนจบ)
ขอขอบคุณและรวบรวมข้อมูลจาก
- หนังสือ Anti-Aging สูตรลับชะลอวัย โดย แพทย์หญิงธิดากานต์ รัตนบรรณางกูร
บทความที่เกี่ยวข้อง :
อนุมูลอิสระ (Free radicals) ฆาตกรเงียบ
กลับหน้าแรก Anti-Aging D.I.Y.

จริงๆ อาหารบำรุงผิวนี่ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไร ก็คือวิตามิน แร่ธาตุและสารอาหารอื่นๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินี่แหละค่ะ
ดีที่สุด ดื่มน้ำสะอาดวันละประมาณ 8-10 แก้ว และรับประทาน ผัก ผลไม้ ให้ครบ 7 สี ซึ่งวันหนึ่งๆ ควรจะได้ 5-8 จาน ย่อมๆ
เพียงแต่ในชีวิตจริงเราทำได้อย่างนั้นทุกวันหรือเปล่า
เรื่องของการกินวิตามิน(vitamin) อาหารเสริม คุณอาจจะสอบถามรายละเอียดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยตรง หมายถึงหมอที่มีความสนใจมีความเชี่ยวชาญเรื่องการดูแลสุขภาพ แอนไทเอจจิ้ง (Anti-Aging การชะลอความชรา) ไม่ใช่หมอทั่วๆ ไป ซึ่งเค้ามีความชำนาญในเรื่องของยา อาจไม่ได้สนใจในเรื่องของวิตามิน(vitamin) อาหารเสริม เพราะเขาเน้นเรื่องของการรักษาไม่ได้เน้นในเรื่องของการเสริมสุขภาพ จึงมีความรู้เชิงยามากกว่าเรื่องอาหารเสริม คำตอบที่คุณได้จากหมอทั่วไปคือ ไม่ต้องกินอาหารเสริมหรอก กินอาหารธรรมดาก็พอแล้ว
เราต้องมาดูไลฟ์สไตล์ของเราด้วย ในแต่ละวันลองถามตัวเองดูว่า คุณกินผัก ผลไม้ ได้ครบ 7 สี จริงหรือเปล่า แล้วคุณกินได้ 5-8 จาน ย่อมๆ จริงหรือเปล่า จะมาบอกว่า เมื่อเช้ากินส้ม 1 ลูก เย็นกินข้าวเหนียวมะม่วงอีก 1 จาน แล้วบอกว่าได้วิตามินครบ เป็นไปไม่ได้ อย่างนั้นได้แค่ 2 จานค่ะ
ถึงจะกินผักอีก ถ้าเป็นผักต้ม ผักผัด ผักจับฉ่าย แม้มีผักตั้งหลายอย่าง แต่ผ่านความร้อน วิตามินก็หายแล้ว ต้องกินผักสดๆ สิ บางทีทั้งวันไม่ได้กินผักสดสักกะใบเลย
หลักการเลือกซื้อวิตามิน(Vitamin) อาหารเสริม
การเลือกซื้อวิตามิน อาหารเสริม ก็เลือกด้วยคุณสมบัติเดียวกันกับเครื่องสำอางค์ คือ ดูที่อยู่ในตลาดมานานหลายปี จะได้มั่นใจว่าของเขามีคุณภาพ ผ่าน อย. ด้วย
ขอย้ำอีกทีว่า ของดีไม่จำเป็นต้องราคาแพง
ถ้าเป็นตระกูลแอนตี้ออกซิแดนต์ Antioxidant จริงๆ ก็ยังไม่มีค่าหนด ที่เรียกว่า ค่า RDA (Recommend Dietary Allowance) ซึ่งกำหนดว่า มนุษย์เราควรได้รับเท่าไหร่เป็นอย่างน้อย แต่วิตามิน(Vitamin) มีค่ากำหนด ทีนี้ถ้ามันอยู่ในรูปของอาหารเสริม จะต้องไม่เกินค่ากำหนด RDA ซึ่งเขากำหนดไว้น้อยเหลือเกิน ยกตัวอย่างเช่น วิตามินซี แค่ 60 มิลลิกรัมเท่านั้น เกิน 60 มิลลิกรัม ถือว่าเป็นยาทันที ต้องขายในร้านขายยาหรือผ่านคลินิกแพทย์ โรงพยาบาล เท่านั้น
เพราะฉะนั้น อาหารเสริมที่ขาย ไม่มีทางจะมีวิตามินซี(Vitamin C) เกิน 60 มิลลิกรัม ถ้าถามว่า เท่านี้มากพอที่จะเป็นแอนตี้ออกซิแดนต์ Antioxidant ชะลอความแก่ชราให้เรามั้ย… ไม่ค่ะ
60 มก. นี่แค่ป้องกันภาวะขาดวิตามินซี ( ถ้าขาดเลือดจะออกตามไรฟัน) ซึ่งคนปกติไม่ขาดหรอก ส้ม 1 ผล ก็ได้แล้ว แต่ถ้าอยากให้วิตามินซี(Vitamin C) ช่วยเสริมภูมิต้านทาน ลดความเสื่อมความชราของผิวพรรณ ควรได้มากกว่าวันละ 1,000 มิลลิกรัม
ฉะนั้นอาหารเสริมที่ขายตรงทั่วๆ ไป อาจจะมีแอนตี้ออกซิแดนต์หลายอย่างครบ แต่มีวิตามินแร่ธาตุค่อนข้างต่ำ เพราะกฏหมายกำหนดว่าอาหารเสริมใส่ได้นิดเดียว
เพราะฉะนั้นถึงแม้คุณจะกินอาหารเสริมแล้ว คุณก็ยังต้องเสริมวิตามินบางตัวอยู่ดี เช่น วิตามินซี(Vitamin C) หรือ วิตามินอี(Vitamin E)
วิตามิน แร่ธาตุ อาหารเสริม ส่วนใหญ่ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง เพราะมาจากอาหารธรรมชาติ สามารถซื้อหามารับประทานเองได้ แต่คุณอาจปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาหรือแพทย์ประจำตัวว่า ควรจะซื้อตัวไหนเป็นพิเศษบ้าง
ขอขอบคุณและรวบรวมข้อมูลจาก
- หนังสือ เคล็ดลับดูแลผิว Forever Young โดย แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน
บทความที่น่าสนใจ :
7 สุดยอด Vitamin อาหารเสริม เพื่อผิวสวยใส
กลับหน้าแรก Anti-Aging D.I.Y.

Skin Innovations นวัตกรรมผิวสวย
เทคโนโยลีไม่ได้หมายถึง เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงนวัตกรรม
จริงๆ แล้วองค์ความรู้ที่เขาทำวิจัยกันมาในเรื่องของครีมต่างๆ มีเยอะมากเลย มีความรู้ใหม่เกี่ยวกับสารสกัดต่างๆ อย่างเช่น ขมิ้นชัน เอานาโนเทคโนโลยีมาทำให้โมเลกุลของแอนตี้ออกซิแดนต์มันเล็กลงถึง 10 ยกกำลังลบ 9 พันล้านเท่าของกรัม ก็จะซึมซาบได้ดี ทำให้เห็นผลได้ดียิ่งขึ้น
มีการวิจัยในเรื่องของผิวขาวผิวใสอยู่เรื่อยๆ รวมไปถึงสารใหม่ๆ ที่ออกมาให้คอยติดตาม
แล้วก็มาถึงนวัตกรรมผิวสวยในเรื่องอุปกรณ์ ตั้งแต่อุปกรณ์ที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน คือไอออนโตโฟรีซิส (Iontophoresis) เป็นเครื่องแยกประจุไฟฟ้า ทำให้สารเป็นไอออนบวกไอออนลบแล้วถึงจะมีการผลักยาซึมเข้าไป
จากไอออนโตที่ใช้กระแสไฟฟ้า ต่อมาก็ โฟโนโฟรีซิส (Phonophoresis) เป็นเรื่องของอัลตราซาวด์คลื่นเสียง ช่วยผลักยาและวิตามินเข้าผิว ตอนนี้นวัตกรรมผิวสวยกระบวนการใหม่ล่าสุด เมโสเทอราปี (Massotherapy) เป็นการผลักยาที่ไม่ต้องแตกเป็นประจุ แล้วไม่ต้องใช้คลื่นเสียง เข้าไปในชั้นผิวหนังที่เราเรียกว่าชั้นเมโส เหมือนการทำเมโสเทอราปีที่ใช้เข็มฉีดยาทิ่มเข้าไปในเนื้อเพื่อจะฉีดยาเข้าไปในชั้นผิวหนังโดยตรง อันนี้ไม่ต้องใช้เข็มฉีดยา ใช้เครื่อง แต่ผลักยาเข้าไปในผิวหนังได้ลึกเหมือนมันเข้าไปอยู่ในผิวหนังจริงๆ ซึ่งการผลักยาเข้าไปโดยตรง มันจะเห็นผลชัดเจน ทำให้ผิวขาวใสกว่าทำไอออนโต หรือโฟโน เพราะมันผลักตัวยาเข้าไปค่อนข้างลึกจริงๆ
แล้วก็มีนวัตกรรมผิวสวยที่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือเลเซอร์ Laser ทั้งเลเซอร์หน้าใส เป็นพลังงานแสงที่เราเรียกว่า ไอพีแอล (IPL) เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน อีลาสติน ที่เรียกว่า รีจูวิเนชั่น (Rejuvenation)
เลเซอร์เฟซลิฟต์ (Face lift) หรือการใช้คลื่นวิทยุเรดิโอฟรีเครนซี่ ซึ่งจะมีผลทั้งในเรื่องของความขาว ริ้วรอยลึกๆ ริ้วรอยเล็กๆ กระชับผิว ยกผิวหน้า ไปถึงการขัดหน้าที่ขรุขระหลุมบ่อเยอะ หรือหลุมแผลที่เป็นมานานตั้งแต่เด็กๆ วิทยาการพวกนี้ก็จะมีแบบใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลาค่ะ
ขอขอบคุณและอ้างอิงจาก
- หนังสือ เคล็ดลับดูแลผิว Forever Young โดย แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน
บทความที่น่าสนใจ :
7 สุดยอด vitamin อาหารเสริม เพื่อผิวสวยใส
กลับหน้าแรก Anti-Aging D.I.Y.

อนุมูลอิสระ ฆาตกรเงียบ ทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว
การเผาผลาญเปลี่ยนรูปพลังงานทุกอย่างย่อมเกิดของเสีย เช่น การที่รถยนต์เคลื่อนที่ได้ต้องมีการเผาผลาญน้ำมัน เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานขับเคลื่อน แต่ขณะเดียวกันก็เกิดของเสียจากการเผาผลาญนั้น เป็นก๊าซต่างๆออกมาทางท่อไอเสีย ทั้งที่เรามองเห็นและไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ร่างกายเราก็เช่นกันค่ะ เมื่อเราทานอาหารเข้าไปก็ย่อมเกิดการเผาผลาญอาหารเพื่อเปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนร่างกายให้ทำกิจกรรมต่างๆ แล้วแต่การเลือกใช้ชีวิตของแต่ละคน และแน่นอนว่า การเผาผลาญพลังงานต่างๆในร่างกายของคนเราย่อมมีของเสียเกิดขึ้น บางท่านอาจจะเข้าใจว่าของเสียที่เกิดขึ้น ก็ถูกขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระ ปัสสาวะทุกวันเท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้วยังมีของเสียที่เกิดขึ้นอีกประเภทที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ (Free Radicals)
อนุมูลอิสระ คือ โมเลกุลใดๆ ที่มีประจุไฟฟ้าไม่ครบคู่ เนื่องจากอนุมูลอิสระขาดความเสถียร จึงล่องลอยไปตามเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย คอยหาประจุไฟฟ้ามาเป็นคู่ วันดีคืนดีก็ไปขอเป็นคู่กับประจุที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์ในร่างกายเรา และก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นกับเซลล์นั้นๆ หากไปเกาะบริเวณโครโมโซม ก็จะทำให้โครโมโซมหรือสารพันธุกรรมนั้นๆ ผิดปกติไปได้
อนุมูลอิสระนี้ ถูกผลิตขึ้นในร่างกายคนเราตลอดเวลาในทุกๆวัย แต่ในวัยเด็กและวัยรุ่นนั้น ร่างกายยังมีระบบการจัดการกับอนุมูลอิสระตามธรรมชาติที่ดี ด้วยการส่งกองกำลังต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ เช่น
SOD(superoxide dismutase), Catalase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ร่างกายเราผลิตขึ้นเพื่อต่อสู้กับอนุมูลอิสระ และยังมีกองกำลังเสริมจากสารต้านอนุมูลอิสระ จากอาหารที่เรารู้จักกันดีเช่น วิตามินเอ ซี อี มาค่อยช่วยรบ
แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น SOD และ Catalase ก็เริ่มเสื่อมสภาพไปตามวัย ประสิทธิภาพการทำงานของกองกำลังต้านอนุมูลอิสระก็ลดลง ในขณะที่ปริมาณอนุมูลอิสระกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปมากเกินความจำเป็น เกิดเป็นพลังงานและของเสียส่วนเกิน ทั้งจากควันบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาแฟ ยาฆ่าแมลง ควันพิษ แสงแดด ล้วนแต่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายทั้งสิ้น
โรคที่อาจเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ
- มะเร็ง - อัลไซเมอร์
- โรคหัวใจ - พาร์คินสัน
- โรคข้อเสื่อม - ลำไส้อักเสบ
- ต้อกระจก - ความดันโลหิตสูง
จากรายชื่อโรคต่างๆด้านบนนี้ จะเห็นได้ว่าล้วนแต่เป็นโรคแห่งความชราทั้งสิ้น จึงอาจสรุปได้ว่า อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการชราภาพ ดังนั้น การดำรงชีวิตที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นน้อยที่สุด และทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายให้สูงที่สุด เพื่อให้ตาชั่งชีวิตกลับไปสมดุลอีกครั้งเหมือนในวัยเด็ก ย่อมช่วยชะลอความแก่ชราได้ค่ะ
ขอขอบคุณและรวมรวมจาก
- หนังสือ Anti-Aging สูตรลับชะลอวัย โดย แพทย์หญิงธิดากานต์ รัตนบรรณางกูธ
บทความที่เกี่ยวข้อง :
การอักเสบ ฆาตกรเงียบตัวที่สอง
บทความที่น่าสนใจ :
Vitamin อาหารเสริมสุขภาพ ผิวสวยใส จะกินดีมั้ย ???
กลับหน้าแรก Anti-Aging D.I.Y.

7 สุดยอด อาหารผิวสวย สุขภาพดี (ตอบจบ)
ปลาแซลมอน Salmon : อาหารผิวสวย สุขภาพดี ตัวที่ 5
ในปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาโอ นอกจากจะมีไขมันโอเมก้า 3 (Omega 3) ที่มีประโยชน์มากมายแล้ว ยังมีสารบำรุงผิวแสนวิเศษทำให้ผิวสวยสุขภาพดีมีชื่อว่า DMAE หรือ Dimethylaminoethanol ซึ่งต่างกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ตรงที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มความคงตัวของผนังเซลล์ จึงช่วยให้เซลล์ทนต่อการทำลายของอนุมูลอิสระ และยังช่วยเพิ่มระดับของสารอะซิทิลโคลีน (Acetylcholine) ช่วยเพิ่มความกระชับของผิวได้อีกด้วย
ปลาแซลมอนที่มีสาร DMAE สูงสุด คือ ปลาแซลมอนจากแถบอลาสกา ส่วนปลาแซลมอนที่เพาะเลี้ยงในฟาร์มจะมี DMAE อยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่า
โยเกิร์ต : อาหารผิวสวย สุขภาพดี ตัวที่ 6
นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต เกิดจากการหมักนมด้วยแบคทีเรีย เช่น แลกโทบาซิลลัสหรือไบฟิโดแบคทีเรีย จึงถือเป็นอาหารที่มี Probiotic คือ แบคทีเรียที่ดีกับร่างกาย แบคทีเรียเหล่านี้จะช่วยเข้าไปสร้างสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ กำจัดแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค ปรับภูมิคุ้มกันให้สมดุลแข็งแรงขึ้น ช่วยให้การขับถ่ายคล่องขึ้น การดูดซึมของวิตามินและสารอาหารอื่นๆ ดีขึ้น ลดการอักเสบของร่างกาย
นอกจากวิตามิน เอ ซี อี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระขั้นเทพแล้ว โยเกิร์ตยังเป็นแหล่งของแคลเซียมจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างมากในการป้องกันการเกิดกระดูกพรุน
ยังมีการศึกษาพบว่า Probiotic อาจช่วยลดความรุนแรงของโรคผิวหนังที่เกี่ยวกับการอักเสบ เช่น ผื่นแพ้(eczema) ที่สำคัญ โยเกิร์ตดั้งเดิมแบบไม่เติมน้ำตาลและไขมันต่ำ ยังทำให้เรามีหุ่นสวยเพรียวบางอีกด้วย
เห็ด : อาหารผิวสวย สุขภาพดี ตัวที่ 7
เห็ดนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น เห็ดนางฟ้า เห็ดเข็มทอง ชิทาเกะ เห็ดฮังการี เห็ดภูฏาน เออรินจิ เห็ดฟาง
เห็ดมีสารอาหารที่จำเป็นเกือบทุกอย่างรวมกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และที่สำคัญคือ เส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์ นอกจากนี้ยังมีไขมันต่ำและไม่มีคอเลสเตอรอลเจือปน
เกลือแร่สำคัญที่พบในเห็ด คือ ซีลีเนียม ซึ่งอาจมีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็ง และยังมีทองแดง ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงของคอลลาเจนและอิลาสทินในผิวได้ ทำให้ผิวสวย กระชับ ดูเปล่งปลั่ง
สรุปแล้วอาหารผิวสวย สุขภาพดี ทั้ง 7 คือ
ผักผลไม้สีส้มเหลือง เช่น แคร์รอต carrot ส้ม มะละกอ แอพริคอต มะเขือเทศ แตงโม ฟักทอง
ผักผลไม้สีม่วง เช่น บลูเบอร์รี องุ่นดำ ราสป์เบอร์รี ผักกาดม่วง เชอร์รี มะเขือม่วง
ผักผลไม้ที่มีสีเขียว เช่น คะน้า ผักบุ้ง บรอกโคลี broccoli ปวยเล้ง ถั่วงอกสด พริกหวานเขียว
ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ไม่ว่าจะเป็น เต้าหู้อ่อน เต้าหู้แข็ง น้ำเต้าหู้ เบอร์เกอร์เต้าหู้ สเต๊กเต้าหู้ หรือแม้แต่ไอศกรีมเต้าหู้
ปลาแซลมอน Salmon ปลาทูน่า ปลาโอ
เห็ด เห็ดนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น เห็ดนางฟ้า เห็ดเข็มทอง ชิทาเกะ เห็ดฮังการี เห็ดภูฏาน เออรินจิ เห็ดฟาง
สารอาหารผิวสวยทั้ง 7 ที่ว่ามานี้ ล้วนแต่เป็นของใกล้ตัวทั้งนั้นเลยค่ะ แค่เรารู้จักเลือกทานเท่านั้น ก็ทำให้เรามีผิวสวยใสแบบธรรมชาติจากภายในสู่ภายนอก อีกทั้งยังมีคุณค่าสารอาหารกับร่างกาย ทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วยค่ะ
ขอขอบคุณและรวบรวมข้อมูลจาก
- หนังสือ Anti-Aging สูตรลับชะลอวัย โดย แพทย์หญิงธิดากานต์ รัตนบรรณางกูร
บทความที่เกี่ยวข้อง :
7 สุดยอด อาหารผิวสวย สุขภาพดี (ตอนแรก)
บทความที่น่าสนใจ :
มารู้จ้ก Skin Innovations นวัตกรรมผิวสวย กันเถอะ
Vitamin อาหารเสริมสุขภาพ ผิวสวยใส จะกินดีมั้ย ???
กลับหน้าแรก Anti-Aging D.I.Y.
